วันเสาร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2557

ว่าด้วยเรื่องผ้า Pashmina (1)


เชื่อว่าคนที่เคยเดินทางไปเที่ยวประเทศในแถบเทือกเขาหิมาลัยเช่นอินเดีย เนปาล ทิเบต คงต้องเคยได้ยินชื่อของผ้าพัชมีนา (Pashmina) ของฝากและของที่ระลึกยอดฮิต พัชมีนาเป็นผ้าที่ทำจากขนแพะซึ่งมีชื่อว่า "พัชม์" (Pashm) หรือในภาษาลาตินเรียกว่า "คาปรา ไฮร์คัส" (Capra Hircus) ของแท้ ทำจากขนคาง และแผงที่อกของแพะภูเขา มีคุณสมบัติพิเศษที่ให้ความอบอุ่น นุ่มสบาย มีความยืดหยุ่นสูง ทั้งยังมีน้ำหนักเบากว่าเส้นใยธรรมชาติอื่นๆ แพะชนิดนี้อาศัยอยู่ในที่สูง เช่น เทือกเขาหิมาลัย และใต้เขตไซบีเรีย เช่น มองโกเลีย คาซัคสถาน ด้านในของประเทศอิหร่าน และอัฟกานิสถาน
ภาพจาก pashminawear.com
เมื่อถึงฤดูกาลผลัดขน ชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นจะค่อยๆเก็บสะสมให้ได้จำนวนเพียงพอต่อการทอเป็นผ้าห่มกันหนาว ผ้าห่ม หรือ ผ้าคลุมชั้นดี 1 ผืน จะต้องใช้ขนแพะ 3 ตัว นำมาทอด้วยมือซึ่งมีความยากลำบากมากในการทำแต่ละผืนออกมา หากเป็นแพะที่อยู่บนเทือกเขาสูงขึ้นไปอีกจะราคาหลายหมื่น เส้นใยที่ใช้ทอผ้าพัชมีนาที่ปั่นด้วยมือโดยใช้วิธีแบบดั้งเดิมที่ไม่ใช่วิธีที่ตามพัฒนามาจากวิธีแบบยุโรป ปัจจุบันนี้ PASHMINA ถูกใช้เป็นคำเรียกสำหรับผ้าคลุมไหล่ทั่วไปที่มีปมอยู่ที่ปลายผ้า ราคาก็มีให้เลือกห่มได้ตามฐานะ ตั้งแต่ราคาเป็นหมื่น ไปจนถึงเป็นแสน
  ที่เนปาล ย่านที่เป็นแหล่งใหญ่ขายพัชมีนาเห็นจะเป็นย่านริมทะเลสาบเฟวา (Phewa Lake) และย่านทาเมล (Thamel) ที่เป็นแหล่งช้อปปิ้งของนักท่องเที่ยว มีขายแทบทุกร้านก็ว่าได้ ที่แคชเมียร์สามารถหาซื้อได้ในเมืองศรีนาการ์ ส่วนราคาก็แตกต่างกันไปตามคุณภาพของวัสดุ ซึ่งเท่าที่เคยได้พูดคุยกับชาวแคชเมียร์ถ้าเป็นผ้าที่ทอจากขนส่วนเคราของแพะจะมีราคาแพงที่สุด เนื่องจากเป็นขนส่วนที่มีความอ่อนนุ่มและมีปริมาณน้อย รองลงมาคือขนส่วนท้องและลำตัว ซึ่งถ้าเป็นผ้าที่ทอจากขนเคราแพะล้วนๆ (ซึ่งแพงมาก) คนขายที่เนปาลจะเอาเก็บไว้ในเซฟ ไม่ได้เอาออกมาโชว์ไว้ในร้าน ผ้าแบบนี้แหละที่สามารถดึงผ่านรูแหวนวงเล็กๆได้อย่างง่ายดาย ใครที่สนใจจะซื้อต้องไปบอกเจ้าของร้านเขาถึงจะไปหยิบออกมาให้ดู เท่าที่เคยเห็นจะเป็นราคาตั้งแต่สองหมื่่นอัพ สีก็จะเป็นสีทึมๆตามธรรมชาติเนื้อผ้าก็จะละเอียดบางเบา แบบที่เห็นแล้วดูออกได้เลยว่าทอมาจากขนของสัตว์ล้วนๆ ไม่มีการปักลวดลายตกแต่ง มองผ่านๆจะเหมือนผ้าเก่า ถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักพัชมีน่าคงจะเดาราคาของผ้าอันแสนแพงไม่ถูกแน่ๆ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงนิยมซื้อแบบปน CottonหรือปนSilk ที่มักจะพบวางขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาดซึ่งมีสีสันสวยงามกว่า และด้วยคุณสมบัติของเนื้อผ้าที่มีความหนากว่าแบบที่เป็นขนสัตว์100% จึงสามารถปักลวดลายลงไปได้ (แต่ลอดแหวนไม่ได้แน่ๆ) ราคาของผ้าที่เป็นเนื้อผสมนี้ก็จะแตกต่างกันไปตาม% ของขนสัตว์และความละเอียดของลวดลาย เวลามีคนมาซื้อคนขายก็จะจุดไฟเผาส่วนชายผ้าให้ลูกค้าลองดมเพื่อพิสูจน์ความเป็นwool ที่เมื่อเผาจะมีกลิ่นเหมือนเส้นผมเราเวลาไหม้
ภาพจาก www.innoxa.com.np
ในการเลือกซื้อผ้าคลุมไหล่พัชมีนาซึ่งปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ หลายราคาตั้งแต่ถูกจนน่าตกใจเพียงผืนละไม่กี่ร้อย (ปลอมแน่นอน และส่วนมากรับมาจากจีน) ไปจนถึงราคาเป็นหมื่นเป็นแสน แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวคิดว่า ถ้าให้ดีราคาตกเป็นเงินไทยไม่ควรต่ำกว่า 3พันถึงจะได้พัชมีนาคุณภาพ อีกสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ คือทุกร้านเมื่อเราเดินเข้าไปดู คนขายจะบอกก่อนเลยว่าทุกผืนเป็นพัชมีนา 100% แล้วก็จะบอกราคาแบบเกินจริง ซึ่งตรงนี้ก็จะต้องอาศัยพรสวรรค์ในการต่อราคาของเราเอง ผ้าคลุมไหล่อาจจะดูสวยคล้ายกันไปหมด เป็นร้อยเป็นพันแบบหลากหลายสี ละลานตาจนบางครั้งลูกค้าส่วนใหญ่เลิกสนใจว่าจะเป็นของแท้ไม่แท้ มีwool กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าดูดีๆจะพบว่าที่ชายของผ้ามีลักษณะที่แตกต่างกันอยู่เพียงไม่กี่แบบ ผ้าที่ขายเป็นส่วนใหญ่จะมีชายแบบภาพบนซ้าย คิดว่าน่าจะมีเปอร์เซ็นต์ของวูลน้อยกว่าแบบภาพบนขวาที่ชายผ้าเห็นเป็นลักษณะของเส้นขนชัดเจน เพราะเคยซื้อพัชมีน่าสองผืนที่ลักษณะคล้ายกันมาก มีลายปักเต็มทั้งผืนเหมือนกันแต่ราคาต่างกันค่อนข้างมาก ลองสังเกตดูพบว่าชายผ้าของผืนที่แพงกว่ามีลักษณะตามภาพด้านบน(ขวา) ที่ต่อราคาเท่าไหร่คนขายก็ไม่ยอมลดอีกแล้ว และพบว่าเนื้อผ้าบางกว่า ลายปักก็ไม่ทึบเท่าผืนที่ผสมcotton และในภายหลังได้ซื้อแบบที่เป็นพัชมีนา 100% ไม่ผสมอะไรเลย(ผืนสีชมพู ด้านบน) ก็พบว่ามีชายแบบเดียวกันและเนื้อผ้าคล้ายๆกัน แต่ก็ใช่ว่าแบบที่เป็นเนื้อผ้าผสมจะมีราคาถูกกว่าเสมอไป เพราะขึ้นอยู่กับรายละเอียด อย่างภาพบน(ซ้าย) ถ้าปักลายทั้งผืนราคาก็คงพุ่งตามค่าฝีมือเช่นกัน

ศาสนายิว


พัฒนาการทางนิกายในศาสนายูดาย

ศาสนายูดาย (Judaism) หรือศาสนายิว หนึ่งในศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดของโลก ถือว่าเริ่มโดยศาสดาพยากรณ์โมเสส ซึ่งนำชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์มาก่อตั้งชาติใหม่ยังดินแดนที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ให้ คือดินแดนปาเลสไตน์ในปัจจุบัน พร้อมกับเรื่องราวของบัญญัติสิบประการและกฎหมายพิธีการอื่นๆ

ถือเป็นหนึ่งในศาสนาที่มีการรักษาประเพณีที่เคร่งครัดมาก แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปก็เกิดแนวความเห็นที่แตกต่างเป็นหลายนิกาย ในยุคเดิมช่วงก่อนคริสตศักราชก็พบว่า มีการแบ่งเป็นหลายนิกายแล้ว ได้แก่ นิกายของพวกฟาริซี ซึ่งเน้นธรรมบัญญัติเคร่งครัด นิกายของซะดูซี ซึ่งไม่เคร่งครัดและความเชื่อแตกต่างจากเดิมในบางเรื่อง นิกายของพวกเอสซีนส์ซึ่งเคร่งครัดและทำตัวเยี่ยงฤๅษี เหมือนกับพระวัดป่า อยู่ตามถ้ำในทะเลทราย

ต่อมาในศตวรรษที่สามสิบเป็นต้นมา ก็เกิดกลุ่มของคนที่ติดตามพระเยซูที่เชื่อว่าเป็นพระคริสต์หรือเมสสิยาห์ตามความเชื่อดั้งเดิม ก็เกิดเป็นเสมือนนิกายใหม่ของศาสนายิวอีกหนึ่งนิกาย แต่ต่อมาก็แยกขาดจากการเป็นศาสนายิวกลายเป็นศาสนาใหม่อย่างสมบูรณ์ และอีกราวห้าร้อยปีต่อมาก็มีการตั้งศาสนาอิสลามจากพื้นฐานความเชื่อดั้งเดิมของศาสนายูดาย

ถึงกระนั้นการพัฒนาของการแยกนิกายก็ยังไม่จบ ยังแยกใหม่อีก ทุกวันนี้การนิกายดั้งเดิมของศาสนายูดายได้เปลี่ยนไปมากจนกระทั่งปัจจุบัน นิกายในศาสนายิวถือว่ามี 4 นิกาย คือ

1. นิกายออร์ธอดอกซ์ (Orthodox) นับถือศาสนาเป็นแบบประเพณีดั้งเดิมอย่างเคร่งครัด มีมุขนายกเป็นหัวหน้าเน้นความศักดิ์สิทธิ์ของพระคัมภีร์โทราห์ และกฏหมายทัลมุดอย่างเคร่งครัดตามตัวอักษรถือวินัยข้อบังคับ 613 ข้อ รักษาชีวิตทั้งร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ จำกัดอาหารบางประเภทพยายามดำรงชีวิตอยู่อย่างบรรพบุรุษทุกประการ ไม่เปลี่ยนแปลงประเพณีโบราณ ถือว่าประเทศอิสราเอลเป็นแผ่นดินสัญญาและมาตุภูมิของตนที่พระเจ้าได้ทรงประทาน

2. นิกายปฏิรูป (Reform) ส่วนใหญ่เป็นปัญญาชนสมัยใหม่ ถือว่าพระคัมภีร์และกฎหมายรวมทั้งประเพณีต่างๆ ย่อมเปลี่ยนแปลงแก้ไขปรับปรุงได้ แปลคัมภีร์ออกเป็นภาษาพื้นเมืองและภาษาต่างๆ ได้ และตีความให้เข้ากับกาลสมัย ยกเลิกข้อห้ามหรือข้อปฏิบัติโบราณที่ขัดแย้งกับชีวิตสมัยใหม่ ย่นย่อพิธีกรรมให้กะทัดรัด เลิกพิธีสังเวยบูชาสมัยโบราณและการร้องเพลงในโบสถ์ ไม่เชื่อในการเสด็จมาของพระเมสิอาห์และการสร้างประเทศอิสราเอลใหม่เพราะถือว่าประเทศที่ตนเกิดก็คือมาตุภูมิของตน

3. นิกายอนุรักษ์ (Conservative) เป็นนิกายที่พยายามเดินทางสายกลางระหว่างนิกายแรกกับนิกายที่สอง กล่าวคือ ถือว่าศาสนายิวเป็นแก่นสำคัญของชีวิตชาวยิวทุกคน รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีโบราณไว้ให้มากที่สุด ส่วนใดล้าสมัยก็ค่อยๆ ปรับปรุงแก้ไขภายในกรอบของกฎหมาย

4. นิกายรีคอนสตรักชั่น (Reconstructionism) เป็นนิกายที่แยกตัวจากนิกายอนุรักษ์ ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1920–40 ได้รับอิทธิพลจากปรัชญาลัทธิปฏิบัตินิยม (Pragmatism) ลัทธิธรรมชาตินิยม (Naturalism) ของสหรัฐอเมริกา เป็นพวกหัวรุนแรง ถืออิสระเสรีในการนับถือศาสนา และอนุโลมให้ปรับปรุงแก้ไขศาสนาให้เข้ากับชีวิตสมัยใหม่ได้
ยังไม่จบ ต่อมาราวปี 1830 กลายเป็นว่านิกายออโธดอกซ์ที่ว่าเคร่งที่สุดก็ได้เกิดมีกลุ่มใหม่หรือนิกายย่อยใหม่ที่ เคร่งจัดยิ่งว่าเดิม เรียกว่า "อัลตร้า ออโธดอกซ์" (Ultra Orthodox) พวกนี้จะสวมหมวกดำ แต่งชุดคลุมดำ ไว้เครา เรียกได้ว่ากลุ่มนี้เป็น "พวกยิวพวกหัวรุนแรงโบราณนิกายหมวกดำ" (The black-hatted ultra-Orthodox) มีชื่อเฉพาะเรียกว่าพวก "Haredim" หรือ Haredi (ฮารีดิม) พวกนี้จะอ้างว่าพวกตนนั้นอุทิศชีวิตเพื่อการศึกษาและปฏิบัติตัวตามพระคัมภีร์โทราห์ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่เก่าแก่ของศาสนายูดาย

ปัญหาก็คือ พวกนักเรียนพระคัมภีร์โทราห์ของพวกฮารีดิมนี้เรียกว่าเยชิวา (yeshiva) นี่ได้สิทธิพิเศษคือ ไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหาร แถมยังได้ทุนเล่าเรียนจากรัฐบาลทุกคน ส่วนพวเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีงานทำ หากแต่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการใช้สวัสดิการของรัฐอิลราเอลล้วนๆ พวกนี้อยู่รวมกลุ่มกันเป็นย่านแบบชุมชนแออัดและมักจะรวมตัวกันด่าว่าบรรดาสตรีที่ไม่แต่งชุดดำที่มิดชิดและมีผ้าคลุมศีรษะสีดำที่เข้าไปอยู่ในย่านของพวกยิวหัวโบราณนี้ หากผู้หญิงเดินสวนกับผู้ชายบนทางเท้า ผู้หญิงต้องหลีกให้ ถ้าไม่หลีกลงไปเดินบนถนนก็จะโดนด่า

นอกจากนี้ การโดยสารรถประจำทางในย่านนี้ผู้หญิงต้องไปนั่งรวมกันทางด้านหลังทั้งหมดให้ผู้ชายนั่งด้านหน้า ใครไม่ยอมก็จะบังคับให้คนขับรถหยุดรถเพื่อไล่ผู้หญิงลง (เมื่อวานก็เพิ่งมีเรื่องโดนจับไปอีกสอง และมีการยกพวกมาทุบกระจกรถโดยสารพังทั้งคน)

ข้อเขียนของ อ.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ เล่าเรื่องยิวฮารีดิมไว้ว่า "พวกนี้มีสิทธิพิเศษเหนือชาวยิวทั้งชายและหญิงทั้งหลายของรัฐอิสราเอลคือ ไม่ต้องเกณฑ์ทหารและนักเรียนเยชิวาของพวกยิวฮาริดีก็ได้ทุนจากรัฐบาลอิสราเอล ส่วนนักเรียนยิวอื่นๆ ไม่ได้ นอกจากนี้ พวกยิวฮาราดิมยังไม่ต้องทำงาน (เพราะทำอะไรไม่เป็นนอกจากท่องพระคัมภีร์โทราห์ไปทั้งวัน) และทำตัวเป็นอันธพาลคุมย่านที่อยู่ของพวกยิวฮาราดิมแบบด่าว่าพวกไม่คลุมศีรษะ หรือพวกผู้หญิงที่พลัดเข้ามาในเขตคุ้มครองโดยได้รับสวัสดิการจากรัฐบาลอย่างเต็มที่

ประชาชนชาวยิวอดทนกับพวกยิวฮารีดีมมา 60 กว่าปีแล้ว ก็เริ่มเห็นอันตรายต่อความอยู่รอดของรัฐอิสราเอลที่เข้ามาใกล้ทุกที เนื่องจากพวกยิวฮาราดีมีลูกมาก คือเฉลี่ยครอบครัวละ 7-8 คน (ก็ว่างนี่ครับ) ต่อไปหากมีพวกยิวฮารีดีมมากเป็นครึ่งต่อครึ่งของประชากรทั้งหมด ก็คงต้องขาดแคลนกำลังทหารที่จะป้องกันประเทศอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ยังมีคำถามต่อไปว่าเศรษฐกิจยิวจะอยู่ได้อย่างไรที่ต้องเลี้ยงคนไม่ทำงานเป็นจำนวนมหาศาลเช่นนี้

ศาลฎีกาอิสราเอลได้เริ่มงานเพื่อประกันความมั่นคงของชาติก่อนใคร โดยการพิพากษาว่าการให้ทุนนักเรียนเยชิวาของพวกยิวฮารีดีมทุกคนเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญเพราะเป็นการเอาเปรียบมีอภิสิทธิ์กว่านักเรียนชาวยิวคนอื่นๆ และประชาชนชาวยิวและรัฐสภาได้ร่วมมือการร่างกฎหมายที่จะยกเลิกการละเว้นการเกณฑ์ทหารของพวกนักเรียนเยชิวา ซึ่งพวกยิวฮารีดีมก็จะต้องสู้แบบยิบตาแน่นอน แต่หากศาล ประชาชน รัฐสภาทำการไม่สำเร็จ รัฐอิสราเอลก็คงจะล่มสลายอย่างแน่นอนในอนาคต"

ทำให้คิดถึงสถานการณ์บ้านเราไหมครับ ยิวที่นับถือนิกายนี้ยังทวีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่ิอยๆ และมีที่อยู่นอกอิสราเอลด้วย ที่มากที่สุดคือที่อเมริกาเหนือ

นี่คือพัฒนาการทางนิกายของศาสนายูดายจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งถ้าโมเสสมาเห็นทุกวันนี้คงจำไม่ได้และนึกไม่ถึงทีเดียวครับ

60 วลีที่เปลี่ยนโลก

วลีที่1 ใครที่ไม่สามารถนำประสบการณ์ 3000 ปีของมนุษย์ชาติมาใช้คนผู้นั้นย่อมหนีไม่พ้น
ชีวิตหาเช้ากินค่ำตลอดไป
วลีที่2 มนุษย์ไม่ได้เกิดมเพื่อพ่ายแพ้ แม้เราจะถูกทำลายได้ แต่ถูกทำให้แพ้ไม่ได้
วลีที่3 มนุษย์คืออะไร
วลีที่4 เมื่อชีวิตไร้คำว่า "เป็นไปไม่ได้" คนก็ไม่อาจหายใจได้ต่อไป
วลีที่5 ความสุขอันแท้จริงอาจแตกต่างจากความสุขที่เรามุ่งหมาย...จงอย่าหลงทาง
วลีที่6 ความกลัวทำให้คนงมงาย ดังนั้นจงเดินหน้าพิสูจน์ให้เห็นจริงในสิ่งที่กลัว
วลีที่7 อิสรภาพคือการกระทำใด ๆภายใต้กฏเกณฑ์
วลีที่8 ชีวิตนั้นแท้จริงแล้วคือสิ่งที่มีสุข แต่ที่ความสุขสูญหายไปก็เนื่องมาจากความโง่เขลา
ความขลาดความเฉื่อยฉา
วลีที่9 แสงตะเกียงจากส่วนลึกของห้องยังสามารถส่องสว่างได้ถึงคนตรงประตู
วลีที่10 ข้าพเจ้าไม่เคยเชื่อในสิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวทันที
วลีที่11 ผมอาจรักประเทศชาติ แต่ลึกๆ แล้ว ผมรักมนุษย์ชาติมากยิ่งกว่า
วลีที่12 ผู้ที่ไม่ใช้เงินในการหาความสุข คือผู้ที่รวยที่สุดในโลก
วลี ที่13 ถ้าคุณมองโลกในแง่ดี จะเห็นทุกแห่งเป็นไฟเขียว แต่หากมองในแง่ร้ายก็จะเห็นทุกแห่งเป็นสีแดง
และหากคุณฉลาดอย่างล้ำลึก คุณจะมองโลกด้วยตาที่บอดสี
วลีที่14 ความเกลียดของคนจะจางหาย เมื่อเผด็จการจากไป
วลีที่15 วันนี้อาจไม่ย้ำแย่เท่าวันวาน
วลีที่16 หากคนเราต้องการมีอิสระจากการเมือง เศรษฐกิจและความคิดอันเป็นทุกข์ ต้องเริ่งเปลี่ยนจากภายใน
วลีที่17 มนุษย์ล้วนมีเหตุผลเฉพาะตัว
วลีที่18 แม้จะหกล้มมา 99 ครั้ง แต่ครั้งที่ 100 เรายังอาจลุกขึ้นยืนได้
วลีที่19 บางคนคิดมากกว่าพูด บางคนพูดมากว่าคิด
วลีที่20 ตัวผมคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ผมมีอยู่
 วลีที่ 21 สิ่งเดียวที่ข้ารู้ นั่นคือ ข้าไม่รู้อะไรเลย
วลีที่ 22 จินตนาการสำคัญกว่าความรู้
วลีที่ 23 ลงมือทำงานหนึ่งวัน เราจะนอนสบายไปหนึ่งคืนและถ้าขยันทำงานตลอดไป
เราจะจากโลกนี่ไปอย่างสบายใจวลีที่ 24 ผมไม่เคยถือตัวว่ากำลังสร้างศิลปะชั้นสูง 
ผมเพียงสร้างสิ่งบันเทิงเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
วลีที่ 25 สิ่งที่เราพบในชีวิต ทำให้ชีวิตเปี่ยมคุณค่ามากยิ่งขึ้น
วลีที่ 26 การทำงานคือยาแห่งความสุข
วลีที่ 27 เราต้องรู้จักเปลี่ยนแปลงและเรียนรุ้จากความผิดพลาด ถ้าอยากรักษาอำนาจให้ยั่งยืน
วลีที่ 28 การได้อ่านหนังสือดี เท่ากับได้สนทนากับผู้ทรงภูมิจากอดีต
วลีที่ 29 ชีวิตคือการศึกษาที่ไม่มีวันจบ ต้องเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ บันแต่เกิดจนตาย
วลีที่ 30 การทำงานคือหนทางแห่งการเอาชนะทุกข์ทั้ง 3 ได้แก่ ความหมกมุ่น ความตกต่ำ และความจน
วลีที่ 31 เมื่อเราเป้นผู้นำ บางครั้งก็ต้องปิดทองหลังพระบ้าง
วลีที่32 ดวงจันทร์ไม่อาจเปล่งแสงด้วยตนเองได้
วลีที่33 เวลาคือผู้สอนสั่งที่ชาญฉลาดกว่าอื่นใด
วลีที่ 34 ไอเดียดีๆ เปลี่ยนชีวิตได้บางครั้งทั้งหมดที่คุณต้องการก็แค่รอให้มันตกผนึกขึ้นมา
วลีที่35 การมีชีวิตอย่างสงบธรรมดา คือเคล็ด ลับแห่งความสุข
วลีที่36 ปัญญา นั้นจะเตรียมให้ชีวิตเราพบแต่ความสุข
วลีที่37 เราจะพิชิตงานได้ เพื่อพุ่งสมาธิไปที่มันอย่างเต็มที่
วลีที่38 เราจะพิชิตงานได้ เมื่อพุ่งสมาธิไปที่มันอย่างเต้มที่ ดั่งกระดาษที่ไฟไหม้
 ยามแสงอาทิตย์รวมเป้นหนึ่งเดียวที่จุดโพกัส
วลีที่ 39 อย่างมีความเป็นตัวของตัวเองสูงเกินไป
วลีที่ 40 ผมชอบดูประวัติศาสตร์ละสังเกตว่า อะไรทำให้แต่ละอาณาจักรรุ่งเรือง
และล่มสลายและสังเกตจุดเริ่มแห่งเหตุหายนะนั้น
วลีที่ 41 คนรักเป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนภาพของตัวเองได้
วลีที่42 รักแท้ไม่ใช่หนทางที่ราบเรียบ
วลีที่43 รักไม่สามารถปล้นชิงเอามาได้
วลีที่44 รักคือสภาวะที่คนเรา โง่เขลาด้วยกันทั้งคู่
วลีที่45 คู่รักที่ฉลาด จะทำการสร้างสิ่งใหม่ให้กับชีวิตรักอยู่เสมอทุกเมื่อเชื่อวัน
วลีที่46 รักทำให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และเวลาทำให้รักจืดผ่านไปได้อย่างว่องไว
วลีที่47 รักไม่ใช่เครื่องปลอบใจ แต่มันคือแสงสว่าง
วลีที่ 48 ผู้ชายที่ไม่ให้อภัยความผิดของผู้หญิง ย่อมไม่มีวันได้รับหัวใจจากเธอ
วลีที่ 49 แรงโน้มถ่วงนั้นไม่มีผล ต่อคนที่ตกอยู่ห้วงรัก
วลีที่50 มีแต่ในภาวะแห่งรักเท่านั้น ที่โลกส่วนตัวกับโลกแห่งชีวิตคู่จะมาบรรจบกัน
วลีที่51 ผู้หญิงนั้นเป็นได้ทั้งแอปเปิลและงูพิษ
วลีที่52 ศิลปะแห่งรัก ล้วนต้องพึ่งพาศิลปะแห่งความมั่นคง
วลีที่53 รักคือศาสนาของข้าพเจ้า - ข้าพเจ้ายินดีตายเพื่อมันได้
วลีที่54 จงมอบรักให้กัน แต่อย่าให้มันเป็นพันธะ
วลีที่55 สัมผัสแห่งรัก ปลุกอารมณ์สุนทรียะให้ทุกคนได้
วลีที่56 ความรักคือสุดยอดแห่งครู
วลีที่57 ความเงียบเป็นการแสดงความรักในทางหนึ่ง
วลีที่58 คุณทำให้ฉันสมบูรณ์แบบ
วลีที่59 คุณจะรู่ว่าตกอยู่ในห้วงรัก ก็ตอนที่ไม่อยากล้มตัวลงนอนเพราะชีวิตตอนตื่นมันสุขกว่าตอนหลับ
วลีที่60 ในท้ายที่สุดแล้ว รักที่คุณได้รับ ก็เท่ากับรักที่คุณได้ให้

Quotes About Love


“I'm selfish, impatient and a little insecure. I make mistakes, I am out of control and at times hard to handle. But if you can't handle me at my worst, then you sure as hell don't deserve me at my best.”
― Marilyn Monroe
“You've gotta dance like there's nobody watching,
Love like you'll never be hurt,
Sing like there's nobody listening,
And live like it's heaven on earth.”
― William W. Purkey
“You know you're in love when you can't fall asleep because reality is finally better than your dreams.”
― Dr. Seuss
“A friend is someone who knows all about you and still loves you.”
― Elbert Hubbard
“Darkness cannot drive out darkness: only light can do that. Hate cannot drive out hate: only love can do that.”
― Martin Luther King Jr.A Testament of Hope: The Essential Writings and Speeches

“It is better to be hated for what you are than to be loved for what you are not.”
― André GideAutumn Leaves

“If you judge people, you have no time to love them.”
― Mother Teresa
“It is not a lack of love, but a lack of friendship that makes unhappy marriages.”
― Friedrich Nietzsche
“There is never a time or place for true love. It happens accidentally, in a heartbeat, in a single flashing, throbbing moment.”
― Sarah DessenThe Truth About Forever

“Love all, trust a few, do wrong to none.”
― William ShakespeareAll's Well That Ends Well

“Being deeply loved by someone gives you strength, while loving someone deeply gives you courage.”
― Lao Tzu
Robert A. Heinlein
“Love is that condition in which the happiness of another person is essential to your own.”
― Robert A. HeinleinStranger in a Strange Land

“Not all of us can do great things. But we can do small things with great love.”
― Mother Teresa
 
“I am nothing special, of this I am sure. I am a common man with common thoughts and I've led a common life. There are no monuments dedicated to me and my name will soon be forgotten, but I've loved another with all my heart and soul, and to me, this has always been enough..”
― Nicholas SparksThe Notebook

“Love looks not with the eyes, but with the mind,
And therefore is winged Cupid painted blind.”
― William ShakespeareA Midsummer Night's Dream

“If you can make a woman laugh, you can make her do anything.”
― Marilyn Monroe
“Love is like the wind, you can't see it but you can feel it.”
― Nicholas SparksA Walk to Remember

Alfred Tennyson
“Tis better to have loved and lost
Than never to have loved at all.”
― Alfred TennysonIn Memoriam

“You don't love someone because they're perfect, you love them in spite of the fact that they're not.”
― Jodi PicoultMy Sister's Keeper

Anaïs Nin
“Love never dies a natural death. It dies because we don't know how to replenish its source. It dies of blindness and errors and betrayals. It dies of illness and wounds; it dies of weariness, of witherings, of tarnishings.”
― Anaïs Nin
Marilyn Monroe
“The real lover is the man who can thrill you by kissing your forehead or smiling into your eyes or just staring into space.”
― Marilyn Monroe
 
http://www.goodreads.com/quotes/tag/love

จัณฑาล: ระบบชนชั้นของศาสนาที่กลายเป็นปัญหาสังคม


คนอินเดียราว 170 ล้านคน (บางข้อมูลว่าถึง 300 ล้านคน) เกิดมาในกลุ่มที่เรียกว่า อวรรณะหรือ ถูกเรียกว่าจัณฑาล หรือ อธิศูทร และคนกลุ่มวรรณะจัณฑาลคือกลุ่มที่ถูกรังเกียจ และถูกเลือกปฏิบัติมากที่สุดในสังคมอินเดียในขณะนี้

ตามความเชื่อในศาสนาฮินดูเกี่ยวกับเรื่องวรรณะในอินเดียนั้น วรรณะมี 4 ชั้น คือ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร โดยมีบทบาทความสำคัญในสังคม ตามลำดับ แต่เมื่อมีการแต่งงานข้ามวรรณะ บุตรที่เกิดมาก็จัดเป็นพวกจัณฑาล

คนวรรณะจัณฑาลถูกคนวรรณะอื่นรุมรังเกียจจนถึงกับไม่กล้าจับต้องพวกเขา กลัวว่าจะติดเชื้อโรค โดนเงาก็ยังไม่ได้ นี่เป็นคำสอนกันมาแต่โบราณและยังคงเชื่อกันจนในทุกวันนี้

อาชีพของพวกเขาก็คือ กวาดถนน ล้างท่อระบายน้ำ เก็บขยะ เป็นต้น ถ้าจะทำการเกษตรก็ทำได้เพียงเช่าที่เขาทำ ไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดิน ไม่อนุญาตให้ใช้ของบางชนิดซึ่งคนในวรรณะอื่นๆใช้ และจะอาศัยแถวๆ กองขยะหรือตามแหล่งเสื่อมโทรม

เมื่อเกิดมาเป็นจัณฑาล(อธิศูทร)ก็ต้องมีชีวิตอยู่อย่างจัณฑาล และตายไปอย่างจัณฑาล ที่สำคัญพวกเขาเองก็ยอมรับว่าพวกตนถูกพระเจ้าสาปให้เกิดมาใช้กรรมใช้เวร เขาจึงเป็นคนที่แตกสลาย ไร้อนาคต สมดังคำว่าจัณฑาล(Dalit)ซึ่งแปลว่ามืดมน ไร้อนาคต

เรื่องระบบชนชั้นวรรณะในอินเดียนั้นถูกฝังรากลึก อยู่ในวัฒนธรรมของชาวอินเดียมาอย่างช้านาน แม้จะมีกฎหมายออกมาห้ามการเลือกปฏิบัติเช่นนี้มากว่า 50 ปีแล้วก็ตาม (ตั้งแต่ปี 2498) แต่ด้วยความเชื่อที่ฝังลึกในเรื่องวรรณะนี้จึงไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย แม้กฏหมายเปลี่ยนไป แต่ความเชื่อของคนยังไม่เปลี่ยนแปลง มีเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะให้ยุติการเลือกปฏิบัติต่อคนจัณฑาล แต่อคติที่มีต่อคนกลุ่มนี้ฝังรากลึก ไม่สามารถทำให้หมดไปได้

มีโรงเรียนรัฐบาลในอินเดียถึงร้อยละ 38 ซึ่งเด็กจัณฑาลต้องแยกโต๊ะรับประทานอาหารกับเด็กวรรณะอื่น และมีโรงเรียนถึงร้อยละ 20 ซึ่งเด็กจัณฑาลไม่ได้รับอนุญาติให้ดื่มน้ำ ร่วมแหล่งเดียวกับเด็กวรรณะอื่นๆ ถ้าเด็กเหล่านี้ได้เข้าโรงเรียนก็จะต้องนั่งแถวหลังสุด!

แต่ที่แย่ไปกว่านั้น ก็คือเคยเกิดกรณีครูลงโทษนักเรียนจัณฑาลอย่างรุนแรง ชายผู้หนึ่งกล่าวว่า เขาลาออกจากโรงเรียนเมื่อ 38 ปีก่อน เพราะถูกลงโทษด้วยการตีด้วยขาเก้าอี้ เพียงเพราะจ่ายค่าเล่าเรียนไม่ตรงเวลา ในขณะที่นักเรียนคนอื่น ที่ทำแบบเดียวกับเขา แต่อยู่ต่างวรรณะกัน เพียงแค่ถูกตักเตือนเท่านั้น นอกจากนี้นักเรียนจัณฑาล ยังคงต้องนั่งอยู่หลังห้อง และไม่ได้รับการเหลียวแลจากครูผู้สอน

เขาเล่าต่ออีกว่า ร้านขายของชำในหมู่บ้านในอุตรประเทศ ไม่ยอมรับเงินจากมือโดยตรงของลูกค้าจัณฑาล และอีกหลายหมู่บ้านที่คนจัณฑาลถูกก่อกวนรังควานเมื่อสวมเสื้อผ้าใหม่ บางคนถูกบังคับให้เหน็บกิ่งไม้ไว้ที่หลัง เพื่อให้ช่วยลบรอยเท้าเวลาเดิน หรือแม้จะจัดงานแต่งงาน ก็ยังถูกวรรณะอื่นที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกดดันให้เลิก ครูผู้หนึ่งเล่าว่า ครอบครัวของเขาเตรียมจัดงานใหญ่โต แต่ทันทีที่เขาเดินออกจากบ้าน เพื่อไปหาลูกสาว ชาวบ้านบางคนที่อยู่ในวรรณะสูงกว่า ออกมาด่าทอว่า วรรณะจัณฑาลไม่ควรมีพิธีแต่งงานที่เอิกเกริก

แม้คนจัณฑาลยังคงถูกเลือกปฏิบัติอยู่ แต่ก็ยังคงมีการรณรงค์ตามหมู่บ้าน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีโอกาสเรียนหนังสือ เพื่อให้คนจัณฑาลได้รู้สึกเชื่อมั่นว่าการศึกษา ยังคงเป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จ

แต่ทุกคนก็เห็นว่ามันยากอยู่ หากคนวรรณะอื่น ๆ ไม่ร่วมมือที่จะมองและปฏิบัติต่อกันให้สมกับที่เขาเป็นมนุษย์เหมือนกัน

นักเคลื่อนไหวเพื่อคนจัณฑาลในอินเดียกล่าวว่า แม้ประเทศอินเดียจะมีโครงการส่งยานอวกาศไปยังดวงจันทร์ แต่คนจัณฑาลก็ยังถูกกดให้จมปลักอยู่กับอาชีพที่ใช้แรงงาน เช่นการล้างท่อระบายน้ำ ซึ่งแม้ว่าพวกเขาต้องการเปลี่ยนอาชีพ แต่ก็ยังคงถูกบังคับให้ทำงานประเภทนี้อยู่ต่อไป

ต้องยอมรับว่าศาสนาสามารถส่งผลต่อชีวิตคนทั้งปัจเจกและสังคมได้อย่างลึกซึ้งและยาวนานจริงๆ
...

หากเราย้อนกลับมาดูรายละเอียดเรื่องของระบบวรรณะตามหลักความเชื่อของศาสนาฮินดู เราจะเห็นความตั้งใจของคนยุคโบราณมากขึ้น สี่วรรณะของศาสนาฮินดูมีหน้าที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละวรรณะดังนี้ 1. พราหมณ์ มีหน้าที่สั่งสอนผู้คนให้มีความรู้ท้างด้านขนบธรรมเนียมและประเพณี 2. กษัตริย์ มีหน้าที่ปกครองบ้านเมือง 3. ไวศยะ มีหน้าที่ใช้วาจาค้าขาย 4. ศูทร มีหน้าที่แรงงาน

ถ้าดูลึกๆ การที่ศาสนาฮินดูแบ่งคนออกเป็น 4 วรรณะ และให้แต่ละวรรณะมีหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป เป็นการแบ่งแยกในเรื่องลำดับความสำคัญและลำดับศักดิ์ศรีสูงต่ำทางสังคมมาก่อน และเรื่องความยากง่ายของงานก็อาจมีส่วนประกอบด้วย

และก็เป็นไปได้ที่ว่า เพราะพวกเขาเวลานั้นมีแนวคิดว่า สังคมต้องมีงานหลัก 4 ประเภทนี้ และงานแต่ละประเภทนี้ต้องใช้คนที่มี "สายพันธุ์" หรือดีเอ็นเอที่แตกต่างกัน จึงจะทำได้ดี แม้เป็นคนเหมือนกันแต่ยืนส์ต่างพันธุ์ก็ทำไม่ได้หรือทำได้ไม่ดี อีกทั้งงานบางอย่างต้องการความศักดิ์สิทธิ์ของสายเลือดแท้ที่สืบต่อกันมา ซึ่งนี่ก็เป็นแนวคิดแบบโบราณ เช่นคนจะเป็นผู้ปกครองก็ต้องมีสายเลือดกษัตริย์เท่านั้น จะเป็นนักบวชก็ต้องสายเลือดพราห์มเท่านั้น

ถ้าจะพยายามมองแง่ดีก็มองได้อีกว่า การแบ่งแยกชนชั้นวรรณะซึ่งเป็นการแบ่งงานเช่นนี้ จะทำให้เกิดความต่อเนื่องในการถ่ายทอดความรู้ความสามารถให้กับคนในวรรณะเดียวกันไปเรื่อยๆ ก็จะกลายเป็นการพัฒนาต่อยอดความรู้ความสามารถและเทคโนโลยีไปด้วย

แต่ก็ไม่ค่อยมีใครเชื่อทฤษฎีนี้สักเท่าไหร่

แต่กลับเชื่อมากกว่าคือ ก็มีบางแนวคิดวิเคราะห์ว่า เรื่องระบบวรรณะนี้ จริงๆแล้วอาจเป็นแผนการของพวกกษัตริย์และพราห์มสมคบคิดกันใช้ศาสนามาอ้าง เพื่อกดหัวประชาชนซึ่งเป็นคนนอกเชื้อสายของพวกตนไม่ให้กล้าคิดแข็งข้อขึ้นมาชิงอำนาจและล้มล้างราชวงศ์ของกษัตริย์!! ซึ่งวิธีกดหัวด้วยกำลังทหารก็อาจไม่เข้มแข็งพอหรือไม่ยั่งยืนพอ เพราะประชาชนมีจำนวนมหาศาล อย่ากระนั้นเลย ให้พวกเราใช้วิธีกดหัวให้ปกครองง่ายกว่าคือใช้ศาสนาควบคุมจิตใจประชาชนไว้ ซึ่งก็จะทำให้ไม่กล้าแม้แต่จะคิด

ซึ่งก็พิสูจน์แล้วว่าระบบที่โง่เขลาและไร้จริยธรรมขนาดนี้ยังคงได้ผลมานานนับหลายพันปี และยังคงอยู่อย่างมั่นคงจวบจนปัจจุบัน

...
 

ก่อนจบยังมีอีกประเด็นที่ต้องเพิ่มเติมอีกหน่อยก็คือประเด็นปัญหาเรื่องการแต่งงานข้ามวรรณะ

แน่นอนว่า การแต่งงานโดยที่สามีภรรยาอยู่วรรณะเดียวกัน เมื่อมีลูก ลูกก็จะอยู่ในวรรณะเดียวกับพ่อแม่ และก็มักถือกันมาตลอดว่าถ้าแต่งงานข้ามวรรณะ ลูกที่ออกมาจะเป็นจัณฑาลหมด

อย่างไรก็ดี ก็มีบางตำรา(ซึ่งก็ปรากฎในวิกิพีเดียด้วย)ก็บอกว่า ของดั้งเดิมไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสียทีเดียว หากมีการแต่งงานข้ามวรรณะกัน จะมีวรรณะต่างกันเรียกว่าวรรณะสังกร และมีการแต่งงานข้ามวรรณะแบบที่ส่งผลดีและส่งผลไม่ดี ดังนี้

แบบแรก การแต่งงานข้ามวรรณะแล้วส่งผลดี คือแต่งงานโดยสามีอยู่ในวรรณะที่สูงกว่าภรรยา
-สามีวรรณะพราหมณ์ ภรรยาวรรณะกษัตริย์ จะมีลูกเป็นวรรณะมูรธาวสิกตะ
-สามีวรรณะพราหมณ์ ภรรยาวรรณะแพศย์ จะมีลูกเป็นวรรณะอัมพัษฐะ
-สามีวรรณะพราหมณ์ ภรรยาวรรณะศูทร จะมีลูกเป็นวรรณะนิษาทะ
-สามีวรรณะกษัตริย์ ภรรยาวรรณะแพศย์หรือศูทร จะมีลูกเป็นวรรณะมาหิษยะ
-สามีวรรณะแพศย์ ภรรยาวรรณะศูทร จะมีลูกเป็นวรรณะกรณะ

ส่วนการแต่งงานที่เลว คือแต่งงานข้ามวรรณะโดยภรรยาอยู่ในวรรณะที่สูงกว่าสามี
-ภรรยาวรรณะพราหมณ์ สามีวรรณะกษัตริย์ จะมีลูกเป็นวรรณะสูตะ
-ภรรยาวรรณะพราหมณ์ สามีวรรณะแพศย์ จะมีลูกเป็นวรรณะไวเทหถะ
-ภรรยาวรรณะพราหมณ์ สามีวรรณะศูทร จะมีลูกเป็นวรรณะจัณฑาล อันนี้เลวร้ายที่สุด
-ภรรยาวรรณะกษัตริย์ สามีวรรณะแพศย์ จะมีลูกเป็นวรรณะมาคระ
-ภรรยาวรรณะกษัตริย์ สามีวรรณะศูทร จะมีลูกเป็นวรรณะกษัตตฤ
-ภรรยาวรรณะแพศย์ สามีวรรณะศูทร จะมีลูกเป็นวรรณะยาโยควะ

แนวทางนี้ยังบอกอีกว่า นอกจากนี้แล้วยังมีวรรณะอื่นๆ อีก 3,000 วรรณะเกิดจากการแต่งงานของลูกของสามีภรรยาในวรรณะกษตริย์และแพศย์ และยังขึ้นกับการทำอาชีพของคนนั้นๆด้วย เช่น คนวรรณะพราหมณ์ ถ้าทำอาชีพแบบศูทร 7 ชั่วคน ก็จะเป็นวรรณะศูทร เป็นต้น และวรรณะสังกรยกเว้นจัณฑาลก็สามารถเข้าสู่ 4 วรรณะแรกได้ เช่น ตระกูลพราหมณ์ชายที่แต่งงานกับหญิงวรรณะนิษาทะมาแล้ว 7 ชั่วคน ลูกที่เกิดมาในรุ่นต่อมาจะมีวรรณะพราหมณ์

อันนี้ก็แล้วแต่ว่าจะเชื่อหรือไม่ แต่ที่แน่ๆคือ ภาคปฏิบัติที่ทำในสังคมจริงกันมาตลอดไม่ได้ยึดตามนี้

และไม่ว่าใครจะมองอย่างไร แต่ผู้เขียนถือว่า เรื่องวรรณะมันก็คือเรื่องเดียวกับการเหยียดผิว (apathied) เหยียดเชื้อสายหรือเหยียดเชื้อชาติ (racism) เหยียดเพศ (sexism) และเหยียดศาสนา (sectism) ดีๆนี่เอง เพียงแต่ใส่เรื่องราวสตอรี่ว่ามีประวัติศาสตร์เชิงเทพนิยายประกอบเข้าไปให้ฟังดูขลังขึ้น
-----
ดูวีดีโอเกี่ยวกับคนวรรณะจัณฑาล เรื่อง "The Untouchable"
http://youtu.be/15elGwkFUYE


ต่ำกว่าจัณฑาล!!!

วรรณะนี้เรียกว่า "มหาจัณฑาล" เรียกในภาษาฮินดีว่า mahadalit 

จำได้ไหมว่าจัณฑาลแปลว่าอะไร? แปลว่า มืดมน สิ้นหวัง ไร้อนาคต ครับ และเมื่อเป็นมหาจันฑาลก็ย่อมต้องแปลว่ายิ่งกว่านั้น

คนในวรรณะ "มหาจัณฑาล" นี้จะเป็นกลุ่มที่ยากจนแสนเข็ญที่สุดในหมู่พวกจัณฑาลด้วยกัน และถูกรังเกียจมากที่สุดด้วย

เมื่อเร็วๆนี้ที่อินเดียเกิดภัยน้ำท่วม คนอินเดียหลายร้อยคนต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์บรรเทาทุกข์ที่รัฐบาลจัดสรรให้ โดยทุกคนจะได้รับแจกอาหารเป็นข้าวและมันบดให้รับประทานกันวันละสองมื้อ

ปรากฏว่า คนในวรรณะสูงกว่าก็เรียกร้องให้ทางการแยกครัวแยกเตาที่ทำอาหารให้พวกมหาจัณฑาลต่างหากจากของพวกเขาด้วย

ยังไม่พอ เรื่องวรรณะยังมีผลลามไปถึงสิ่งอื่นๆด้วย ที่พักก็ต้องแยกต่างหากและแน่นอนว่าต้องสภาพแย่กว่า เงินช่วยเหลือก็ไม่ได้ แผ่นยางสังเคราะห์ที่ใช้คลุมที่พักที่ได้รับแจกก็ต้องสีต่างและคุณภาพแย่กว่า

เรื่องของศาสนานี่บางทีก็ทำให้สามัญสำนึกแห่งความเป็นมนุษย์ของคนเราบกพร่องเอาได้เหมือนกันครับ

โดย ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ เผยแพร่ครั้งแรก 25 มิถุนายน 2012

เทวทาสี หรือ โสเภณีเทพเจ้า


เทวทาสี ถ้าจะเรียกในภาษาทั่วไปในปัจจุบันก็อาจเรียกว่า โสเภณีทางศาสนา (religious prostitute) หรือบางทีก็เรียกโสเภณีของเทพเจ้า (prostitute of gods) 

พระคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมก็มีกล่าวถึง "เทวทาส" (โสเภณีเพศชาย) และ "เทวทาสี" (เพศหญิง) ไว้ย้อนหลังกลับไปได้ถึงราว 3,000 กว่าปี ว่า "..ผู้หญิงชาวอิสราเอลนั้น อย่าให้คนหนึ่งคนใดเป็นเทวทาสี อย่าให้บุตรชายอิสราเอลคนหนึ่งคนใดเป็นเทวทาส ท่านอย่านำค่าจ้างของเทวทาสี หรือค่าจ้างจากหมา มาในวิหารของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน เป็นเงินแก้บนอย่างหนึ่งอย่างใด เพราะสิ่งทั้งสองนี้ เป็นสิ่งพึงรังเกียจแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน" (เฉลยธรรมบัญญัติ 23:17-18)

คำว่า เทวทาส และ เทวทาสี หรือจะเรียกว่า ทาสของเทพเจ้าที่่มีทั้งชายหรือหญิง ก็ได้ หมายถึง ชายหรือหญิงผู้ให้การร่วมประเวณีในพิธีศาสนาแก่ผู้มาทำพิธีบวงสรวงเทพเจ้า แต่ส่วนใหญ่ที่เป็นหญิงจะมีมากกว่า

ธรรมเนียมในเรื่องนี้เกิดขึ้นเนื่องจาก ในความเชื่อโบราณนั้น เชื่อว่า การที่คนจะมาบวงสรวงบูชาเทพเจ้า หรือจะขออะไรจากเทพเจ้านั้น ต้องทำให้เทพเจ้าพอใจ หรือสนใจมาดู จึงจะสัมฤทธิ์ผล ซึ่งวิธีการก็มีหลายแบบ

อันปกติทั่วไป คือใช้การเซ่นไหว้ด้วยอาหาร หรือเผาสิ่งต่างๆรวมทั้งเครื่องหอมให้เป็นควันลอยขึ้นไปให้เทพเจ้าได้รับหรือได้รู้ ที่ควบคู่กันไปก็คือ ใช้การร่ายรำโดยอิสตรีที่สวยงาม และมักต้องใช้หญิงสาวพรหมจารีย์ด้วย เพราะมักจะเชื่อกันว่าเทพเจ้าก็คงชอบอะไรแบบนั้น

แต่ถ้าอยากให้ขลังขึ้นต่อมาคือ ใช้การร่วมเพศกับเทวทาสหรือเทวทาสีนี่เอง เชื่อว่าอันนี้จะเรียกร้องความสนใจจากเทพเจ้าให้อยากก้มลงมาดูมากขึ้น ทีนี้จะขออะไรก็จะได้ดังประสงค์ นอกจากนี้ยังมีวิธีอื่นอีก เช่น อาจใช้ความรุนแรง อย่างการเชือดเนื้อกรีดเลือด มีทั้งการใช้สัตว์บูชายัญ แต่ถ้าจะให้ขลังขึ้นก็ต้องเป็นเชือดเนื้อกรีดเลือดมนุษย์

พระคัมภีร์ตอนที่ว่านี้เขียนขึ้นมานมนานหลายพันปีแล้ว ระบุให้ชัดก็คือเขียนในวัฒนธรรมเมโสโปเตเมียโบราณ ย้อนไปไกลถึงสามพันปีก่อนคริสตศักราช แสดงว่าธรรมเนียมปฏิบัติอันนี้เป็นสิ่งที่อยู่ในวัฒนธรรมมนุษย์มาตั้งแต่โบราณกาล และค้นพบว่ามีในหลายวัฒนธรรมหลายศาสนาในหลายดินแดนของโลกด้วย ตั้งแต่ศาสนาเทพเจ้าโบราณทางเมโสเปเตเมีย ศาสนาเทพเจ้ากรีก-โรมัน มาจนถึงศาสนาฮินดู ซึ่งส่วนใหญ่ก็ตายไปหรือสูญหายไปหมดแล้ว อิทธิพลของศาสนายิวและคริสต์ มีผลต่อการดับสูญของวัฒนธรรมประเพณีอย่างมาก

แต่เหลือเชื่อว่า ธรรมเนียมอันนี้ยังมีคนเชื่อและปฏิบัติอยู่ในศาสนาฮินดูบางกลุ่มในประเทศอินเดีย แม้จนทุกวันนี้

อาจารย์อุเทน วงศ์สถิตย์ นักศึกษาระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยปูเน่ ประเทศอินเดีย ได้อธิบายถึงความเป็นมาของเรื่องเทวทาสีในศาสนาฮินดู ซึ่งก็สามารถช่วยให้เห็นถึงพัฒนาการแนวคิดเรื่องเทวทาสีในศาสนาโบราณอื่นๆ ได้เช่นเดียวกัน

อาจารย์บอกว่า เรื่องเทวทาสีของฮินดูเริ่มจากความเลื่อมใสศรัทธาต่อเทพเจ้า กลัวว่าเทพท่านจะเหงา ก็เลยจัดหาความบันเทิงให้เทพเจ้า แรกๆ ก็คือการร่ายรำ หน้าที่ของเทวทาสียุคเริ่มแรกคือ รำถวายเทพเจ้า ว่าไปก็คงเหมือนละครแก้บนนั่นเอง

ต่อมาเมื่อผู้มีอำนาจอย่างพระราชา มีศรัทธามากเข้า จึงซื้อทาสถวายเทพเจ้า ให้รำถวายประจำที่เทวสถาน ซึ่งก็คงเป็นทาสสตรีเป็นหลัก ยิ่งในรายของกษัตริย์ที่มีอำนาจมาก ก็จะถวายเทวทาสีให้เป็นจำนวนมาก เช่น บางองค์ถวายเทวทาสีคราวละนับ 100 คน ซึ่งนี่ก็ทำให้บางวัดมีเทวทาสีนับพันคนหรือหลายพันคน สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเชื่อกันว่า วัดก็คือวังของเทพเจ้า ต้องมีนางทาสีมากๆไว้รับใช้

แรงศรัทธาในเรื่องนี้ แม้แต่พระราชาบางคนถึงขนาดถวายพระธิดาของตนเป็นเทวทาสีก็ยังเคยมี ในธรรมเนียมกรีก กษัตริย์ก็มีการถวายพระธิดาเป็นเทวทาสีเช่นกัน

ดังนั้น สมัยก่อนเทวทาสีจึงเป็นหน้าที่ที่สูงส่ง มีหน้าที่เล่าเรียนการร่ายรำในท่าต่างๆ ระบำอินเดียในปัจจุบัน ก็สืบทอดกันทางเทวทาสีพวกนี้

แต่กระนั้น ความรุ่งเรืองมักคู่กับความร่วงโรย เมื่อวัดใหญ่มีเทวทาสีได้มากเพราะว่าได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์ ครั้นเกิดสงคราม กษัตริย์หมดงบประมาณเกื้อหนุน บรรดาเทวทาสีก็เลยจำเป็นต้องจัดบริการเสริมเพื่อหารายได้เลี้ยงตัว โดยเริ่มจากเมื่อบางคนมาเห็นนางร่ายรำแล้วเกิดอารมณ์ จึงเกิดการเจรจาและตกลงกันได้ด้วยการจ่ายเป็นเงิน ด้วยเหตุนี้การร่ายรำสมัยหลังๆของเหล่าเทวทาสี จึงมีการเพิ่มท่าทางที่ยั่วยวนเข้าไป เพื่อหาลูกค้า

ต่อมาจากปัญหาที่ผู้หญิงต้องขอผู้ชาย ถ้าไม่แต่งงานก็ไม่ได้รับเกียรติ จึงมีพวกหัวใส ผลักภาระลูกสาวของตนถวายเป็นเทวทาสี เพื่อให้แต่งกับเทพเจ้า การกระทำเช่นนี้ถือกันว่าพวกนางมีเกียรติ และไม่มีวันเป็นม่าย เพราะนางแต่งงานกับเทพเจ้าเพียงสามีเดียว แม้จะนอนกับผู้ชายทั้งหมู่บ้านก็ตาม

สถานที่ให้บริการของเหล่าเทวทาสีนั้น ก็จะอยู่ในเทวสถานหรือบริเวณใกล้ๆกับเทวสถาน

นอกจากนี้ แม้ว่า เทวทาสีจะยังถูกผู้คนมองว่าเป็นโสเภณีประเภทหนึ่ง แต่ก็เป็นโสเภณีที่ดูจะมีศักดิ์ศรีกว่าโสเภณีธรรมดา การให้ความเคารพต่อเทวทาสีของคนทั่วไปไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เช่น ไม่ต้องแต่งตัววาบหวิวเหมือนโสเภณีทั่วไป เทวทาสีของเจ้าแม่บางองค์นั้น ในบางเทศกาลมีการบูชาพวกนางเหมือนอวตารของเทวีเลยทีเดียว แล้วถ้าควายของพวกชาวบ้านออกลูก พวกเขาก็จะเอานมควายที่ได้ครั้งแรกหลังจากการออกลูกมาให้เทวทาสี เพื่อเป็นการขอบคุณเจ้าแม่

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเทศกาลไหว้เจ้าแม่บางองค์ ชาวบ้านก็จะพากันซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆถวายเทวทาสี และเมื่อถวายเสร็จชาวบ้านจะเอามือมาแตะที่เท้าเทวทาสี เพื่อแสดงความเคารพอย่างสูงสุด ในฐานะลูกสาวของเจ้าแม่

นอกจากนั้นเวลามีเด็กเกิดใหม่ในหมู่บ้าน เธอจะได้รับเชิญไปประกอบพิธี ชาวบ้านจะขอส่าหรีเก่าๆ ไปทำเปลเด็ก เพื่อได้รับการคุ้มครองจากเจ้าแม่ เวลามีงานแต่ง ชาวบ้านก็จะเชิญเทวทาสีไปประกอบพิธีสวมสร้อยแต่งงานให้ เพื่อจะได้มีอายุยืนยาว และไม่เป็นม่าย

แต่ถึงกระนั้นเทวทาสีก็ยังนับว่าลำบาก ไม่ได้เป็นอาชีพที่ร่ำรวย ถ้าแก่หรือไม่สวยคนก็จะไม่ค่อยใช้บริการ จะเลิกก็ไม่รู้จะไปทำมาหากินอะไร ต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงพ่อแม่ ทั้งยังรู้สึกว่าตนมีหน้าที่ต้องรับใช้เทพเจ้าอย่างซื่อสัตย์ด้วย

ทุกวันนี้อินเดียมีกฎหมายห้ามถวายเทวทาสีกับเทวสถาน แต่ก็ยังมีการแอบปฏิบัติกัน ทำให้เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ โดยเฉพาะเทวสถานใหญ่ๆและอยู่ห่างไกลออกไปในชนบท อย่างทางอินเดียใต้ และยังพบเป็นหลายหมื่นคน

หากมองในทางสังคมวิทยา เทวทาสี หรือโสเภณีของเทพเจ้านี้ ไม่ได้เกิดจากความศรัทธาทางศาสนาเท่านั้น

แต่เป็นผลมาจากปัญหาทางวัฒนธรรมเรื่องการแต่งงาน การมีลูกผู้หญิง

...และปัญหาความยากจนด้วย


(ภาพเทวทาสีที่ยังมีอยู่ในอินเดียในปัจจุบัน มีทุกวัยตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงชรา)

------
โดย ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ October 3, 2012

ทำไมต้อง “เจ้าชายจอร์จ อเล็กซานเดอร์ หลุยส์” ?!?


 งานนี้สิงห์พนันอังกฤษได้เฮกันทั้งประเทศ เมื่อ “ดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์” ตัดสินใจให้พระโอรสของทั้งสองพระองค์พระนามว่า “เจ้าชายจอร์จ อเล็กซานเดอร์ ลูอิส” เนื่องจาก “จอร์จ” นั้นเป็นชื่อที่ถูกแทงพนันมากที่สุด แต่แน่นอนว่าทั้งสองพระองค์คงไม่ได้ตั้งใจจะให้ประชาชนถูกรางวัลกันทั้ง ประเทศ แต่เป็นเพราะชื่อนี้มีความหมาย และตำนานซ่อนอยู่มากมายดังนี้...

:: “จอร์จ” ตอบทุกโจทย์ได้ด้วยพระนามเดียว
       

       ถ้า หากถามว่าพระมหากษัตริย์ของอังกฤษพระองค์ใดเป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก เชื่อได้ว่าต้องไม่หลุดโผชื่อของ “พระเจ้าจอร์จ...” อย่างแน่นอน เพราะมีพระเจ้าจอร์จที่ 1 ถึง 6 เลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ “พระเจ้าจอร์จที่ 6” คือพระราชบิดาของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ผู้เป็นพระปัยกา (ทวด) ของเจ้าชายวิลเลียม นอกจากนี้แล้ว “จอร์จ” ยังเป็นชื่อของนักบุญอุปถัมภ์ของอังกฤษ เจ้าของตำนานการต่อสู้กับมังกร และตำแหน่งนักบุญผู้ช่วยศักดิ์สิทธิ์สิบสี่องค์
       

       และ ถึงแม้ว่าชื่อนี้จะฟังดูยิ่งใหญ่มากสักเพียงใด อันที่จริงแล้วกลับมีความหมายที่ให้ความรู้สึกนอบน้อมและติดดินมาก เนื่องจากมาจากชื่อภาษากรีกที่ว่า “Georgios” หมายถึง “ชาวนา หรือผู้ที่ทำงานอยู่กับแผ่นดิน” ด้วยเหตุผลทั้งหลายดังกล่าวจึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมทั้งสองพระองค์จึงเลือกที่จะให้พระโอรส ผู้เป็นองค์รัชทายาทอันดับสามแห่งราชวงศ์วินเซอร์ใช้พระนามนี้

พระเจ้าจอร์จที่ 1-6
:: “อเล็กซานเดอร์” เดอะ เกรต
      
       ถึงแม้จะไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดใน อังกฤษมีพระนามนี้ แต่ถ้าเป็นในสกอตแลนด์นั้นมีถึง 3 พระองค์เลยทีเดียว และเป็นพระนามของหนึ่งในกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง “อเล็กซานเดอร์มหาราช” (Alexander the Great) ผู้สร้างจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในยุคประวัติศาสตร์โบราณ รวมถึงเป็นชื่อกลางเวอร์ชันผู้ชายของควีนเอลิซาเบธด้วยเช่นกัน โดยพระองค์มีพระนามเต็มว่า “เอลิซาเบธ อเล็กซานดรา แมรี” อีกทั้งยังเป็นชื่อที่สี่ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ พระอัยกาของเจ้าชายพระองค์น้อยด้วยเช่นกัน

 :: ปิดท้ายแบบครบเครื่องด้วยชื่อ “หลุยส์” 
      
        จากทั้งสามชื่อ ผู้เชี่ยวชาญคิดว่า “หลุยส์” เป็นชื่อที่ชัดเจนมากที่สุดว่าได้มาจากใคร คำตอบคือ “หลุยส์ เมาท์บัทเทน” (เอิร์ลเมาท์บัทเทนแห่งเบอร์ม่า) เสด็จลุงของเจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ ทวดของเจ้าชายน้อย รวมถึงเป็นชื่อของ “เจ้าชายหลุยส์แห่งบัทเทนแบร์ก” (พระบิดาของหลุยส์ เมาท์บัทเทน) ผู้ที่เจ้าชายวิลเลียมมีศักดิ์เป็นโหลนอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอ “หลุยส์” ยังเป็นชื่อที่ 4 ของเจ้าชายวิลเลียม (วิลเลียม อาร์เธอร์ ฟิลิป หลุยส์) แถมเป็นชื่อของกษัตริย์ฝรั่งเศสอีกถึง 18 พระองค์เลยทีเดียว

ลำดับรัชทายาท​แห่งราชวงศ์อังกฤษ
รัชทายาท​แห่ง​เจ้าหญิง​เคทจะทรง​เป็นรัชทายาทลำดับที่ 3 ต่อจาก​เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ​และ​เจ้าชายวิล​เลี่ยม ​ไม่ว่าองค์รัชทายาทจะ​เป็นหญิง ​หรือชาย​ก็ตาม ​เนื่องจากมี​การ​แก้​ไขกฎ​การสืบราชสันตติวงศ์​ในพระราชบัญญัติ Bill of Rights (1689) ​และ Act of Settlement (1701) ​ซึ่งหมาย​ความว่า ​เจ้าชาย​แฮรี่ พระอนุชาของ​เจ้าชายวิล​เลี่ยม จะถูกลดขั้น​ไป​เป็นรัชทายาทลำดับที่ 4
รัชทายาท 14 ลำดับ​แรก​แห่งราชวงศ์อังกฤษ​ในปัจจุบัน ​ได้​แก่
1. ​เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์  พระอิสริยยศ ​เจ้าชาย​แห่ง​เวลส์ ประสูติ พ.ศ. 2491 พระราช​โอรสพระองค์​ใหญ่​ในสม​เด็จพระราชินีนาถ​เอลิซา​เบธที่ 2
2. ​เจ้าชายวิล​เลียม​แห่ง​เวลส์ ประสูติ พ.ศ. 2525  พระ​โอรสพระองค์​ใหญ่ของ​เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์
3. พระ​โอรสของ​เจ้าชายวิล​เลี่ยม ​และ​เจ้าหญิง​เคท (รอ​การสถาปนาชื่อ)
4. ​เจ้าชาย​แฮร์รี่​แห่ง​เวลส์ ประสูติ พ.ศ. 2527 พระ​โอรสองค์ที่ 2 ของ​เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์
5. ​เจ้าชาย​แอนดรูว์ ดยุค​แห่งยอร์ก ประสูติ พ.ศ. 2503  พระราช​โอรสองค์ที่ 2 ของสม​เด็จพระราชินีนาถ​เอลิซา​เบธที่ 2
6. ​เจ้าหญิง​เบียทริซ​แห่งยอร์ก ประสูติ พ.ศ. 2531 พระธิดาองค์​ใหญ่ของ​เจ้าชาย​แอนดรูว์
7. ​เจ้าหญิงยูจีนี​แห่งยอร์ก ประสูติ พ.ศ. 2533 พระธิดาองค์ที่ 2 ของ​เจ้าชาย​แอนดรูว์
8. ​เจ้าชาย​เอ็ด​เวิร์ด ​เอิร์ล​แห่ง​เวส​เซกซ์ ประสูติ พ.ศ. 2507 พระราช​โอรสองค์ที่ 3 ของสม​เด็จพระราชินีนาถ​เอลิซา​เบธที่ 2
9. ​เจมส์ วิส​เคานต์ ​เซ​เวิร์น ประสูติ พ.ศ. พระ​โอรสของ​เจ้าชาย​เอ็ด​เวิร์ด
10. ​เลดี้ หลุยส์ วินด์​เซอร์ ประสูติ พ.ศ. 2546 พระธิดาของ​เจ้าชาย​เอ็ด​เวิร์ด
11. ​เจ้าหญิง​แอนน์ ประสูติ พ.ศ. 2493 พระราชธิดา​ในสม​เด็จพระราชินีนาถ​เอลิซา​เบธที่ 2
12. ปี​เตอร์ ฟิลิปส์ ประสูติ พ.ศ. 2520 พระ​โอรสของ​เจ้าหญิง​แอนน์
13. ซาวานนาห์ ฟิลิปส์ ประสูติ พ.ศ. 2553 พระธิดาของปี​เตอร์ ฟิลิปส์
14. ซาร่า ฟิลิปส์ ประสูติ พ.ศ. 2524 พระธิดาของ​เจ้าหญิง​แอนน์